แหล่งที่เที่ยวที่สำคัญของเวียงจันทร์อีกที่ คือ หอพระแก้ว เป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ของลาว และเคยเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกต ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้ว ที่กรุงเทพมหานคร

หอพระแก้วแห่งนี้ สร้างขึ้นในสมัยของพระไชยเชษฐาธิราช เมื่อปี พ.ศ. 2108 เพื่อประดิษฐาน พระแก้วมรกตที่พระองค์ได้อัญเชิญมาจากเชียงใหม่ เพราะพระองค์ต้องเสด็จกลับมาครองอาณาจักรล้านช้าง เพราะพระราชบิดาของพระองค์สิ้นพระชนม์ลง ในช่วงทำศึกกับประเทศสยาม ต่อมาในปีพ.ศ. 2322 นครหลวงเวียงจันทร์ถูกตีแตกโดยกองทัพสยาม สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จึงได้ทรงอัญเชิญ พระแก้วมรกต มาประดิษฐานที่ วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ!

หอพระแก้ว ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8.00-12.00 และ 13.00-16.00 เสียค่าปี้ (ตั๋ว) อีกแล้วจ้า ปัจจุบันหอพระแก้วก็เปิดเป็นที่แสดงพระพุทธรูปโบราณ รวมถึงวัตถุโบราณ หลายชิ้น

มาเที่ยว พระธาตุหลวง กันต่อคะ พระธาตุสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 13-14 โดยพระเจ้าจันทบุรีประสิทธิศักดิ์ เจ้าผู้ปกครองเวียงจันทร์พระองค์แรก เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย และเมื่อครั้งที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมาที่เวียงจันทร์ ก็โปรดให้สร้างองค์พระธาตุขึ้นใหม่

มีบันทึกของฝรั่งชาวดัทซ์ ชื่อว่า Gerrit Van Wuystoff เป็นฑูตชาวดัทซ์ บันทึกว่า ตนได้มีโอกาสสำรวจภายในองค์พระธาตุ ภายในมีฐานลึกลงไปคล้ายปิระมิด และส่วนบนยอดพระธาตุนั้น ทำจากทองคำบริสุทธิ์ มีน้ำหนักถึง 1000 ปอนด์

พระธาตุได้รับความเสียหาย หลายครั้ง จนกระทั่งฝรั่งเศสได้ทำการบูรณะในปี ค.ศ. 1900 และใช้เวลาถึง 30 ปีในการบูรณะ แต่สร้างความไม่พอใจให้กับชาวลาวเรื่องรูปแบบการก่อสร้าง จนปีค.ศ. 1931-1935 ก็ได้บูรณะเป็นศิลปะแบบลาวทั้งหมด ก็เป็นเหมือนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

พระธาตุหลวงจะเปิดให้เข้าชม เวลา 8.00-11.30 และ 14.00-16.30 คะมีเสียค่าปี้ ( ตั๋ว )ด้วย จะมาด้วยรถรับจ้าง หรือจะเดินเหมือนเราก็แค่ 20 นาทีจากปะตูไซประมาณ 4 กม. ผ่านสถานฑูตไทย ตรงมาเรื่อยๆ เลยคะ หมดแล้วที่เที่ยวในเวียงจันทร์ แล้วเราจะไปต่อ หรือกลับบ้านดีนะ



 

เราเดินทางต่อมาที่เวียงจันทร์ เวียงจันทร์ในครั้งนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปบ้างในความรู้สึก ตอนนี้คนลาวก็ออกจะตื่นเต้นกับการเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์เหมือนกัน วันนี้มีแพลนว่าจะไปเยี่ยมเพื่อนคนลาวด้วย พอมาถึงเราก็เข้าพักที่โรงแรม แสงพระจันทร์ ราคาคืนละ 600 บ.คะ โรงแรมนี้ดีนะ สะอาด เดินจากตลาดเช้ามานิดเดียวเท่านั้น




เรามาเดินเล่นที่ ปะตูไซ หรือ ประตูชัย ปะตูไซก็สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1960 คะ ในช่วงที่มีสงครามอินโดจีน สหรัฐได้สั่งซื้อปูนซีเมนต์มาเพื่อก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ แต่ยังไม่ทันจะได้สร้าง สหรัฐแพ้สงครามซะก่อน ลาวจึงได้นำอุปกรณ์ทั้งหมดมาสร้างปะตูไซ ซึ่งก็ได้รับอิทธิพลมาจากประตูชัยของฝรั่งเศส และปะตูไซ แห่งนี้ ก็ยังเป็นอนุสรณ์เพื่อระลึกถึงวีรชนชาวลาวผู้ที่เสียชีวิตสงคราม และเป็นวีรชนที่ถือว่าเป็นผู้ปลดปล่อยประเทศลาว




จากปะตูไซ เราก็เดินมาเยี่ยมเพื่อนชาวลาวที่เราเรียกเค้าว่า คุณครู แต่จริงไม่ใช่คุณครูหรอกคะ แต่คุณครูเค้าเป็นคนที่มีโลกทัศน์น่าสนใจมากๆ มาทุกครั้งก็จะมาเยี่ยม พึ่งทราบว่าคุณครูพึ่งออกจากโรงพยาบาล เพราะถูกรถชน แถมคนที่ชนก็ลอยนวลไปเรียบร้อย คุณครูบอกว่ายากมากที่จะตามเจอ อืม..ฟังแล้วก็ไม่รู้จะพูดยังไง คุณครูก็เป็นคนลาวที่ได้มีโอกาสไปทำงานที่ รัสเซีย และ ฝรั่งเศส พออายุมากขึ้นจึงตัดสินใจกลับบ้าน ภรรยาก็เปิดร้านขายข้าวจี่ ( ขนมปังฝรั่งเศส ) คุณครูสามารถพูดได้ 3 ภาษา คือ อังกฤษ รัสเซีย และฝรั่งเศส มาเยี่ยมทีไรก็จะมีเรื่องเล่าให้ฟังเสมอ ชอบมาก



หลังจากที่เราเยี่ยมคุณครูเรียบร้อย ก็ทำให้เรานึกถึงเพื่อนอีกคนที่คุณลีโอ ( ที่เลิฟ ) เจอเมื่อปีก่อน เป็นคนที่น่าสนใจมาก เป็นคุณปู่แล้ว เท่ห์มากเที่ยวแบบว่ามีเงินในกระเป๋าไม่กี่เหรียญ เงินดอลล่าร์ไปถึง 10 เหรียญ เป็นคุณปู่ที่น่ารักมาก เพราะสื่อสารกันด้วยภาษารัสเซีย เพราะคุณปู่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ส่วนเราและคุณลีโอ ก็พูดรัสเซียไม่เป็น แต่ก็คุยกันได้รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง คุณปู่เดินทางท่องเที่ยวจากประเทศรัสเซีย เที่ยวมาเรื่อยจนถึงลาว นอนข้างถนน และไม่มีเงินทำวีซ่ามาเที่ยวไทย ตอนหลังมีฝรั่งชาวสหรัฐจ่ายเงินค่าวีซ่าให้ จำนวน 1000 บ. พวกเราจึงบอกว่า มาไทย เราจะให้ที่พัก




หลังจากนั้น คุณปู่ก็มาถึงไทยได้จริงๆ คุณปู่บอกว่าเรื่องนอนไม่มีปัญหาเพราะขอนอนตามวัดก็ได้ หุหุ เชื่อแกเลย และเราก็ให้ที่พักกับคุณปู่ตามที่บอกไว้ ก็เลยให้พักที่อพาร์เมนต์ของเพื่อน โชคดี เพื่อนไปเที่ยวเวียดนามพอดี อิอิ คุณปู่แกก็น่ารัก เล่าให้เราหลายเรื่อง แถมโชว์แผนที่ทำมือ อิอิ ให้ดู หลังจากนั้นคุณปู่พยายามที่จะกลับรัสเซียทางพม่า แต่สุดท้ายก็ไปไม่ได้ คุณปู่ก็บอกว่าจะไปอินเดียต่อโดยทางเรือ ก่อนกลับเราก็ส่งเสื้อผ้าคุณปู่ไปซัก เพราะเสื้อผ้าแกก็มีกลิ่น สงสารแต่พี่แม่บ้านที่ซักผ้า อิอิ คุณปู่บอกว่าชอบเมืองไทยมาก เพราะคุณปู่เดินทางเข้ามาประเทศไทยทางเชียงราย มีคนช่วยเหลือคุณปู่ แถมยังมีคนเอาจักรยานให้คุณปู่ไว้ใช้เดินทาง แกชอบใจมากๆ เลย เป็นไงบ้างคะชอบไหม? เพื่อนของเราทั้งสองคนจากประเทศลาว


สุดท้าย ก็ สบายดี:-)นะคะ


เดินเล่นดูเมืองสะหวันนะเขต จนกระทั่งมาถึงริมแม่น้ำโขง ไทยอยู่ใกล้แค่ข้ามแม่น้ำ สะหวันนะเขตก็เป็นเมืองเล็กๆ เพื่อนชาวลาวบอกว่าตั้งแต่เปิดสะพานไทย-ลาว ระหว่าง จ.มุกดาหาร และ สะหวันนะเขต เมืองนี้ก็เงียบเหงาเลย เพราะคนลาวนิยมข้ามทำงานหรืมาค้าขายในไทยมากกว่า เจอพี่สาวชาวลาว กลับมาทำเอกสาร เพื่อจะได้มาจดทะเบียนสมรสในไทย เพราะเธอท้องได้ 3 เดือนกับสามีชาวไทย



ที่นี่คนลาวขอวีซ่าไทยกันเพียบ ส่วนใหญ่ก็จะมาทำงานโรงงานที่กรุงเทพฯ กันทั้งน้าน พี่สาวคนลาวเค้าบอกมาอีกว่า คนลาวเค้าชอบมาทำงานที่ไทย เพราะ การอยู่การกินสบาย รายได้ก็แน่นอนมากกว่าอยู่แล้ว
คุยกับพี่สาวได้ซักพัก เราก็เริ่มเดินเที่ยวเจอ วัดไซยาพูม (ชัยภูมิ) ก็ห่างจากแม่น้ำโขงไม่ไกลนัก เป็นวัดเก่าแก่เหมือนกัน และมีโรงเรียนสำหรับพระภิกษุที่นี่ด้วย






วัดที่ลาวจะมีอุโบสถหลายหลัง เท่าที่สังเกตนะคะ แต่ที่หลังนี่เราชอบประตูไม้แกะสลักคะ ดูขลัง สวยดี




อีกมุมหนึ่งของวัด ฟ้าดูครึ้มๆ สงสัยว่าฝนจะตก เมืองสะหวันนะเขตก็เมืองเงียบๆ แต่ถามว่าชอบไม๊ ชอบคะ แต่ว่าเทียบกับทางเหนือของลาว เราชอบทางเหนือมากกว่า





เดินมาอีกหน่อยก็จะมาเจอ วัดจีน ด้านในไม่ได้เข้าไป เพราะประตูปิด เราเดินเข้ามาไม่เจอใครเลย เงียบมากๆ




แค่ด้านหน้าอย่างเดียวก็ดูสวยดี เป็นวัดเล็กๆ ด้านหน้ามี เจ้าแม่กวนอิม ตั้งเด่น สวยมากเลย แต่ขอบอกที่นี่ร้านขายส้มตำ ไก่ย่างหาง่ายมาก มีหลายที่




ที่นี่ก็จะเป็นวัดจีนแห่งที่ 2 คะ เดินจากแห่งแรกมาเล็กน้อย ที่สะหวันนะเขตก็จะมีส่วนที่เป็นเมืองเก่า ห้องแถวจีนเก่า สวยมาก แต่ที่ไม่ชอบคืน จะมีขอทานเดินขอเงิน พอเห็นเราไม่ว่าไกลแค่ไหน จะวิ่งตรงมาแล้วก็ตาม ดึงแขนเลยก็มี โอ.. แม่เจ้า แบบนี้ไม่ชอบเลย ถ้าคนพิการก็พอเข้าใจ แต่เท่าที่ดูที่นี่จะเป็นเด็ก อายุประมาณ 10-14 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แล้วพูดไม่ชัด จะวิ่งกรูดมาเลย



เราเดินต่อมาจนถึงวัดเหมือนกัน อิอิ วัดฝรั่ง อิอิ ก็เป็นโบสถ์คาโทลิกแห่งเดียวของสะหวันนะเขต ตั้งหันหน้าไปทางแม่น้ำโขง เราชอบโบสถ์มาก เพราะโตมากับโบสถ์มากกว่าวัด อิอิ เรียนโรงเรียนคริสต์ ที่น่าอายมากเพราะความรู้เรื่องศาสนาพุทธมีน้อยมาก แต่ศาสนาคริสต์ก็ไม่ถึงกับรู้มาก แต่ว่าก็พอรู้มากกว่าพุทธซะอีก




ภายในก็เหมือนโบสถ์ทั่วไปที่เราเคยเห็น แต่ที่ชอบก็คือบันไดไม้ ที่สามารถเดินขึ้นไปถึงหอระฆังด้านบน แต่เราไม่ได้ขึ้นไป เพราะเราไม่เจอใครเลยอีกเหมือนกัน กลัวเดี๋ยวเค้าจะว่าบุกรุก อิอิ เราเห็นโบสถ์แล้ว ทำให้คิดถึง ตอนเด็กๆ จะชอบไปโบสถ์ วิ่งเล่น เดินเล่น โบสถ์นี่ชอบคะดูสวยดี เป็นไงบ้างกับเมืองสะหวันนะเขต จากนี่เราก็จะออกเดินทางไปเวียงจันทร์คะ เจอกันที่เวีงจันทร์นะคะ


พึ่งจะได้โพสต์ โพสต์ยาวหน่อยเพราะมีเรื่องเม้าท์ให้ฟัง โอ.. แม่เจ้าเป็นการเดินทางที่ทรหดมากๆ จาก จำปาศักดิ์ เราเดินทางด้วยรถโดยสารเที่ยว 7 โมงเช้า มาถึงที่ หลักแปด ก็ปาไปประมาณ 9 โมงต่อรถ อัตตะปือ มาที่ เซกอง ด้วยความหวังว่าจะได้เห็นพี่น้องชาวเขา เหมือนที่เขียนไว้ในไกด์บุ๊ค



เดินทางมาร่วม 3 ชม. รถก็มาจอดแวะพักที่ ท่าแตง ถามคนขับเค้าก็บอกว่าจากนี่ไปไม่ไกลก็จะเป็นเมืองเซกอง เดินหาของกินไม่รู้จะกินอะไรก็เลยซื้อน้ำ 1 ขวด สาวๆชาวลาวเค้าก็ขายกันมันเลย มีตั้งแต่ ไก่ย่าง เนื้อย่าง ข้าวเหนียว เครื่องดื่ม ผลไม้ ข้าวโพดต้ม โอ..แต่ละเมนู หลังจากซื้อกินกันเสร็จก็ทยอยทิ้งขยะกันเป็นทางเลย



Piglet อิอิ ที่ลาวเค้าก็จะเลี้ยงหมูกันแบบนี้เลยนะ เราว่าเดินกันคล้ายสุนัขแถวบ้านเรา ไอ้เจ้าตัวนี้ดูท่าทางเป็นมิตรดี แต่อย่าเข้ามาใกล้นะ.. กลัว.. ไอ้เจ้าตัวนี้ก็มากินขยะที่เค้าทิ้งไว้




จาก ท่าแตง มาที่ เซกอง ก็ประมาณครึ่งชม.ได้ เดินหาที่พัก 2 ที่แรกนอนไม่ไหวที่นอนมีกลิ่น ห้องน้ำไม่สะอาด เพราะที่นี่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเราก็เดินต่อ เฮือนพักที่ 3 ปิดปรับปรุง เฮือนพักที่ 4 ห้องเต็มเพราะมีการดูงานระหว่างเมือง โอ...แม่เจ้า ทำไงดีเรี่ยวแรงไม่มี เดินหาร้านขายของพื้นเมือง ถ้าเจอชาวเขาอย่างที่คิดไว้ ขอนอนใต้ถุนบ้านใครก็ได้ไม่มีปัญหา เดินเกือบ 2 ชม. ไม่เจออะไรซักอย่าง เจอแต่ร้านขายยา
เราเดินต่อมาเจอร้านเฝอ นั่งถามพี่เจ้าของร้านจะไป
สาละวัน รถก็หมด ไม่มีที่พัก ทำไง พี่แกก็บอกว่า ถ้าจะไปจริงๆ ก็มีรถ ปากเซ ที่มาจาก อัตตะปือ ประมาณ 3 โมงครึ่ง ถามถึงเรื่องชาวเขา พี่สาวบอกต้องออกไปไกล เดินป่าเข้าไป เพราะที่นี่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยว ชาวเขาเค้าก็ทำไร่ทำสวนมากกว่า ทำให้รู้ว่าไม่มีอย่างที่ไกด์บุ๊คเขียนไว้อีกแล้ว ลาวใต้ที่เค้านิยมเที่ยวกันก็ คือ น้ำตก หรือ ตามที่เค้าโพสต์กันทั่วไปเท่านั้น นั่งรอสักพัก รถ อัตตะปือ-เวียงจันทร์ ก็มาถึง เราตัดสินใจถามว่ารถผ่าน สะหวันนะเขต ไม๊ พี่สาวกระเป๋ารถเมล์บอก ผ่าน ตัดสินใจเดินทางต่อจ่ายค่ารถ คนละ 85000 กีบ (340 บ.) ตอนนั้นบ่าย 3 โมงพอดิบพอดี

นั่งรถมาถึง
ปากเซ พี่สาวกระเป๋า ปลุกให้ตื่น บอกว่า ข้าเจ้าไปบ่ได้แล้วมีเจ้า 2 คน น้ำมันแพงเดี๋ยวต่อรถให้ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เราก็ทำหน้ามึนพยักหน้ารับ แบกกระเป๋าเดินตามมาที่รถคันใหม่ นั่งรถได้ก็หลับเป็นตาย รถพัดลม จอดทุกจังหวัดที่ผ่าน ประมาณ 5 ทุ่มเกือบเที่ยงคืน ได้ยินเสียงเพลง สาวเซโน อะไรซักอย่าง รถจอดพี่อีกคนที่นั่งด้านหลังบอกเราว่าเมืองนี้ชื่อ เซโน (say No) ชื่ออังกฤษซะด้วย อีก 40 กว่ากม.ก็จะถึงสะหวันนะเขต ตั้งแต่เริ่มเดินทางกินเฝอชามเดียว เริ่มหิวข้าว

แล้วกระเป๋ารถเมล์ก็มาบอกว่า
ข้าเจ้าบ่ไปสะหวันฯ เจ้าต้องลงที่นี่ พี่ที่นั่งข้างๆบอกว่า อย่าไปตั้ว( โกหก ) เก็บเงินเขามาแล้วก็ไป๋ให้เขาซะ เราเลยถึงบางอ้อ ก็เลยบอกว่าต้องหารถให้เราไม่งั้นเราไม่ยอมลงจากรถ จะนั่งไปเวียงจันทร์เลยก็ได้ ไม่เป็นไร สรุปคือ ผู้โดยสารที่จะไปสะหวันนะเขตมีแค่ 4 คน คือ มีกลุ่มของเรา 2 คน+สาวลาวอีก 2 คน ก็เลยไม่อยากไปส่ง เราก็โวยเล็กๆจนเค้าหารถให้ได้และไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ผู้หญิงกระเป๋ารถทำหน้าหงิกใส่เรา แต่เราก็ไม่สน ต้องรับผิดชอบไม่ใช่มาทิ้งแบบนี้ รถคันแรกยังดีกว่าเยอะ พี่สาวคนนั้นเค้าอธิบาย สาวลาว 2 คนที่จะไปกับเรา เค้าก็แอบดีใจที่เราพูดเพราะจริงแล้วเค้าเดินลงรถไปแล้ว เพราะคนขับบอกให้ลง ทั้งๆที่จ่ายเงินถึงสะหวันนะเขต แต่ไล่ลงเฉยเลย




สุดท้ายเราก็มาถึงสะหวันนะเขตจนได้ เป็นอีกประสบการณ์ที่ลาว ที่น่าจดจำแบบไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไร แต่ก็ไม่เป็นไร เราเข้าพักที่โรงแรม สะหวันบ้านเฮา คืนละ 55000 กีบ ( 220 บ.) ห้องเต็มเหลือราคาเดียว เหนื่อยและหิว แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรให้ทานแล้ว เลยอาบน้ำและเข้านอน ห้องแรกนอนได้ 2 ชม.มีแมลงกัดเต็มหลังเลย แมลงตัวเล็กๆ ไม่เคยเจอมาก่อน น่ากลัวมาก เปลี่ยนห้องกลางดึก ตี 4 แล้วจ้ายังไม่ได้นอนเลย





ตอนเช้าผู้จัดการโรงแรมทราบเรื่อง เลยเปลี่ยนเราไปอยู่ชั้นบนของบ้านหลังนี้แหละคะ ราคา 85000 กีบ (340 บ.) แต่โมโหพนักงาน 2 คนที่อยู่ตอนกลางคืน เอาแต่นอน เราปลุก 3 รอบถึงจะยอมตื่น เราบอกว่าจะย้ายโรงแรมด้วยความโมโห เราก็เลยขอเงินคืน ไม่ยอมคืนให้เรา เราก็เลยขอเปลี่ยนห้อง ไม่ช่วยอะไรเราเลย เรานะวิ่งหาห้องเอง ย้ายของเสร็จเอากุญแจมาคืน นอนกันเฉยเลย ตอนเช้าเราก็บอกเรื่องห้อง แต่ไม่ได้บอกเรื่องพนักงาน ผู้จัดการเค้าก็จัดการให้เสร็จสรรพ ดีมาก เพราะจริงๆ เราก็ขี้เกียจย้ายโรงแรม การเดินทางในครั้งนี้สุดๆจริงๆ 1 คืน 2 วันแห่งปัญหา อิอิ

สบายดี..ถึงสะหวันนะเขตแล้ว ยู้ฮู..